ต้นลั่นทม

ลั่นทม ดอกไม้ที่ใครก็บอกว่าสวยงามแต่คนโบราณไม่ปลูกไว้ในบ้านเพราะจริงๆแล้วยางของมันมีพิษซึ่งต้นลั่นทม เป็นไม้ดอกยืนต้นในสกุล Plumeria มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ และถูกนำเข้ามาในดินแดนแถบนี้เมื่อประมาณ 500 ปีก่อนโดยนักเดินเรือชาวสเปนหรือโปรตุเกส จึงไม่มีชื่อในภาษาไทย และไม่ปรากฏชื่อในวรรณกรรมโบราณ แหล่งที่มาของคำว่า ลั่นทม เข้าใจว่ามาจากคำว่า สราญธม (สะ-ราน-ทม) ในภาษาเขมร ซึ่งแปลว่า ความรักอันยิ่งใหญ่ ทั้งนี้ ในสมัยโบราณต้นไม้ชนิดนี้นิยมปลูกในวัด จึงไม่นิยมปลูกในบ้าน มีหลายชนิดด้วยกัน บางคนมีความเชื่อว่า ไม่ควรปลูกต้นลั่นทมในบ้านเพราะมีความเชื่อว่า เนื่องจากมีชื่อเป็นอัปมงคล คือไปพ้องกับคำว่า ‘ระทม’ ซึ่งแปลว่า เศร้าโศก ทุกข์ใจ แต่ปัจจุบันนิยมเรียกชื่อใหม่ ว่า ลีลาวดี และนิยมปลูกกันแพร่หลายอย่างมาก ชื่อพื้นเมืองอื่นๆ ได้แก่ จำปา, จำปาลาว และจำปาขอม เป็นต้นลั่นทมเป็นพืชนิยมปลูกเพราะดอกมีสีสันหลากหลาย สวยงาม ได้แก่ขาว เหลืองอ่อน แดง ชมพู สีขาวขุ่น ฯลฯ บางดอกมีมากกว่า 1 สีดอกลั่นทมยังเป็นดอกไม้ประจำชาติของประเทศลาว และพบได้มากบริเวณทางขึ้นพระธาตุที่เมืองหลวงพระบาง สำหรับในประเทศไทยนั้นมักพบต้นลั่นทมตามธรรมชาติทางภาคเหนือเป็นส่วนใหญ่ยางสีขาวขุ่นในทุกส่วนของต้น มีสารพิษที่พบคือ plumeric acid…

Read more ต้นลั่นทม

ไฮเดรนเยีย ดอกไม้สวยที่ไม่ควรแตะต้อง

ไฮเดรนเยีย (Hydrangea) เป็นพืชที่มีดอกที่สวยงามมากที่สุดชนิดหนึ่งของวงศ์สกุลดอกไม้ ดอกไฮเดรนเยีย เป็นดอกไม้ในวงศ์สกุล Hydrangeaceae ซึ่งเป็นดอกไม้พื้นเมืองที่ขึ้นมาในแถบเอเชียใต้และเอเชียตะวันออก เป็นพืชในเขตอบอุ่น ไม่ร้อนชื้น และขึ้นมากในแถบเขตหนาวและที่สูงเช่น เทือกเขาหิมาลัย ไฮเดรนเยีย มีสายพันธุ์มากมายกว่า 30 สายพันธุ์ที่ขึ้นตามภูมิภาคเอเชียใต้, แถบเทือกเขาหิมาลัย, และทางขั้วโลกเหนือ ถูกขนานนามว่าเป็นราชินีแห่งดอกไม้ เนื่องจากดอกนั้นดอกเป็นพุ่มซึ่ง 1 พุ่มจะมีดอกจำนวน 60 – 70 ดอก และมีสีสันที่แตกต่างกันไปเช่น สีม่วงอ่อนอมชมพู, สีฟ้าอ่อน, สีชมพูอ่อน เป็นต้น ไฮเดรนเยีย จะเจริญเติบโตได้ดีในช่วงที่อากาศเย็น แต่ไม่ชื้นแฉะ ดอกจะบานในช่วงฤดูหนาว สำหรับประเทศไทยมีการนำดอกไฮเดรนเยีย เข้ามาในช่วงรัชกาลที่ 5 ปัจจุบันนิยมปลูกทางภาคเหนือของไทย ดอกไฮเดรนเยีย แม้ว่าจะมีความสวยงามแต่กลับเป็นพืชที่จัดว่าเป็นพืชมีพิษ ซึ่งมีอยู่ทุกส่วนของต้นรวมถึงส่วนที่เป็นดอก ไฮเดรนเยีย มีสารพิษที่เรียกว่า Cyanide สารพิษที่มีผลต่อระบบทางเดินหายใจและระบบประสาท ซึ่งหากทานพืชนี้เข้าไปพิษจะส่งผลต่อการหายใจ ทำให้หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ, คลื่นไส้อาเจียน, ชักกระตุก, กล้ามเนื้ออ่อนแรง, ช็อกหมดสติ และทำให้เสียชีวิตได้ ดังนั้น ดอกไฮเดรนเยีย จึงนิยมนำมาเป็นไม้ประดับมากกว่า…

Read more ไฮเดรนเยีย ดอกไม้สวยที่ไม่ควรแตะต้อง

ยี่โถ ไม้ประดับสวยงามแต่พิษร้าย

ยี่โถ เป็นไม้ประดับที่ถูกในวงศ์ Apocynaceae มีลักษณะเป็นไม้พุ่มไม่สูงนักประมาณ 20 ฟุต ลำต้นมีสีเทาเรียบ ใบเดี่ยวมีลักษณะรีปลายแหลมและใบโคนยาว มีดอกสีชมพูอมขาว ยี่โถมีถิ่นกำเนิดมาจากทะเลเมริเตอร์เรเนียนในแถบประเทศ โปรตุเกส รวมถึงทางเอเชีย เช่น อินเดีย, อิหร่าน และทางตอนใต้ของจีน สันนิฐานว่าเข้ามาในไทยโดยชาวจีนอพยพระหว่างปี พ.ศ. 2350 – 2364 ยี่โถเป็นไม้ประดับที่เชื่อว่าเป็นไม้มงคลและนิยมนำมาปลูกตามบ้าน แต่ยี่โถก็ถูกจัดว่าเป็นต้นไม้มีพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ยี่โถ นั้นมีส่วนประกอบของพิษที่มีผลกับผิวหนังในส่วนของยางในลำต้น ที่มีลักษณะสีขาวข้น หากสัมผัสมากๆจะทำให้เกิดอาการแสบร้อน ระคายเคือง และผิวหนังพุพองได้ นอกจากนี้พิษของยี่โถยังอยู่ในเมล็ดซึ่งเมล็ดนั้นหากทานเข้าไปอาจทำให้เกิดท้องร่วงรุนแรง มีผลต่อระบบการทำงานของหัวใจและเกิดอาการชัก ทำให้เสียชีวิตได้ นอกจากนี้รากของยี่โถมีพิษอาจส่งผลให้แท้งลูกได้ จากผลการศึกษาพบว่าในต้นยี่โถนั้นมีสารพิษในกลุ่ม  Cardiac glycosides ซึ่งเป็นสารที่มีผลต่อการทำงานต่อการเต้นของหัวใจ ทำให้หัวใจเต้นเร็ว แม้ว่ายี่โถจะเป็นพืชมีพิษ แต่ยี่โถก็ไม่สรรพคุณทางยาเช่นกัน อย่าง ดอก ลดการอักเสบ แก้ปวดศรีษะ, ผล ช่วยขับปัสสาวะ, ใบ ใช้เป็นยารักษาโรคหัวใจ (ข้อควรระวังในการนำส่วนของยี่โถมาทำเป็นยาสมุนไพรนั้น ผู้ทำต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการนำส่วนประกอบของยี่โถมาสกัดเป็นยา เพราะหากไม่มีความรู้พอจะกลายเป็นพิษต่อผู้ที่ทานเข้าไปได้)

เห็ดพิษ

เห็ด เป็นพืชชนิดหนึ่งที่คนไทยนิยมนำมาประกอบอาหารจำนวนมาก เนื่องจากเห็ดมีคุณค่าทางอาหารสูงและมีหลากหลายชนิดที่สามารถนำมาทานได้ เห็ดจึงเป็นพืชที่มีจำหน่ายมากตามท้องตลาด เห็ดมีหลายชนิดแต่บางชนิดนั้นก็ไม่สามารถทานได้และเป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างมาก หรือเรียกสั้นๆว่า เห็ดพิษ เห็ดพิษ จัดว่าเป็นพืชที่อันตรายซึ่งหากผู้ที่ไม่รู้และนำมาประกอบอาหารอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เห็ดพิษหรือคนไทยเรียกว่า เห็ดเมา เป็นพืชที่มีอยู่ในไทยกว่า 100 ชนิด แต่ละชนิดมีจำนวนพิษและความรุนแรงที่แตกต่างกันไป บางชนิดอาจทำให้ร่างกายอ่อนเพลียหรือแค่ท้องเสีย อาเจียน บางชนิดอาจทำให้เกิดอาการหายใจติดขัดและหัวใจล้มเหลวฉับพลันได้ เห็ดพิษที่ร้ายแรงที่สุดอยู่ในวงศ์ Amanita สกุล Helvella ส่วนใหญ่เห็ดพิษจะมีสีสันสวยงาม รวมถึงบางชนิดขึ้นเป็นพุ่มๆ สำหรับเห็ดพิษในไทย เช่น เห็ดขี้ควาย , เห็ดระโงกหิน , เห็ดไข่ , เห็ดมันปู่ใหญ่ , เห็ดดอกกระถิน , เห็ดแดงก้านแดง, เห็ดโคนส้ม, เห็ดตอมกล้วยแห้ง เป็นต้น ส่วนเห็ดที่สามารถทานได้ เช่น เห็ดแดงกุหลาบ , เห็ดไข่เหลือง , เห็ดระโงกขาว , เห็ดโคน ,เห็ดโคนฟาน , เห็ดก่อเหลือง , เห็ดกูด ,…

Read more เห็ดพิษ

สลอด ใช้ไม่ดีระวังถึงตาย

สลอด เป็นพืชชนิดหนึ่งที่ถูกจัดว่าเป็นสมุนไพรที่มีอันตรายอย่างมาก หากใช้ในทางที่ไม่ดี สลอด เป็นไม้พุ่ม ใบเดี่ยวสีน้ำตาลปนเล็กน้อยบริเวณใบ ออกดอกเป็นช่อ และมีเมล็ดสลอดซึ่งมีลักษณะเป็นเปลือกแข็ง ซึ่งภายในมีพูจำนวน 3 พู สลอดจัดอยู่ในวงศ์                Euphorbiaceae มีลำต้นสูงประมาณ 2-4 เมตร เป็นพรรณไม้ที่เหมาะกับอากาศแห้งและชื้น รวมถึงชื่นชอบดินร่วนซุย ส่วนใหญ่สลอดจะพบมากในแถบประเทศเขตร้อน เช่น ไทย, อินเดีย, ศรีลังกา, มาเลเซีย, จีนตอนใต้ และจะออกดอกและผลในช่วงเดือนพฤษภาคม ถึง กรกฎาคม สลอดถูกจัดว่าเป็นพืชสมุนไพร แต่ก็ต้องใช้อย่างระมัดระวังเพราะสลอดจัดว่าเป็นพืชมีพิษ โดยเฉพาะเมล็ดของมันที่มักใช้เป็นยาถ่ายอย่างรุนแรง ซึ่งร้อยละ 50 ของสลอดมีพิษ ซึ่งประกอบด้วยสาร Crotin, Resin, Croton oil, Taxalbumins (phytotoxins), Toxic albuminous substance crotin ที่ถูกในเมล็ดและราก รวมถึงยางของต้นด้วย เมล็ดนั้นมีพิษทำให้เกิดท้องร่วงรุนแรง ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาทันเวลาอาจเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ยางของต้นหากโดนผิวจะทำให้เกิดการระคายเคืองผิว เป็นผื่นคันแดงและไหม้ สลอดแม้ว่าจะถูกจัดว่าเป็นต้นไม้พิษ แต่หากนำมาใช้อย่างถูกวิธีจะช่วยในเรื่องของยาถ่ายอย่างดี ซึ่งช่วยได้สำหรับผู้ที่มีอาการท้องผูกประจำ โดยการนำเมล็ดมาชะล้างพิษโดยการนำมาคั่วเพื่อให้น้ำมันเมล็ดระเหยให้หมดซะก่อน…

Read more สลอด ใช้ไม่ดีระวังถึงตาย

รวมพรรณไม้ที่ดูแต่ตามืออย่าต้อง

  มีพรรณไม้มากมายหลายชนิดหลายสายพันธุ์ที่สวยงามและนิยมนำมาประดับบ้าน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นพรรณไม้ดังกล่าวนั้นจะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหากสัมผัสหรือกินเข้าไป และทำให้พรรณไม้เหล่านี้ที่ดูได้แต่ห้ามแตะต้องอาจเกิดผลเสียต่อร่างกายได้ ซึ่งเรามาดูกันว่ามีต้นใดบ้างที่นำมาประดับได้แต่ระวังหากโดนพิษของมัน ต้นชวนชม พิษของมันอยู่ที่ทุกส่วนของลำต้นรวมถึงดอกและใบ เป็นยางสีขาวขุ่นมีสารพิษจำพวก abobioside และ abomonosideซึ่งฤทธิ์ของมันมีผลต่อระบบการทำงานของหัวใจ และเป็นอัมพาตที่กรามหากพิษเข้าร่างกายโดยในอดีตมักนิยมใช้น้ำยางของชวนชมทาที่หัวลูกดอกเพื่อเบื่อปลา หากสัมผัสยางของมันก็จะทำให้เกิดการระคายเคือง เป็นผื่นคัน ต้นบานบุรี พิษของอยู่ที่ทุกส่วนของลำต้นโดยพิษมันคือน้ำยางสีขาวขุ่น ซึ่งมีสารจำพวก triterpinoidและ staphtlococus หากสัมผัสแล้วอาจเกิดอาการผื่นคัน และเกิดแผลที่ผิวหนัง และหากพิษเข้าไปในร่างกายก็จะทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วงอย่างรุนแรงได้ ยิ่งโดยเฉพาะเป็นอันตรายมากสำหรับเด็ก สาวน้อยประแป้ง พรรณไม้ประดับที่นิยมปลูกกันมากในตัวอาคารและในบ้านเนื่องจากช่วยในเรื่องของการกองอากาศภายในอาคาร ซึ่งถือว่าเป็นไม้ประดับมีพิษชนิดหนึ่งเช่น แคลเซียมออกซาเลท ซึ่งมาจากน้ำยางใสๆจะลำต้นและใบ หากโดนแล้วจะระคายเคืองผิวหนัง มีอาการคัน และมีผื่นแดงในบริเวณที่รับพิษ หากได้รับพิษเข้าสู่ร่างกายพิษจะเข้าไปทำลายระบบกล้ามเนื้อและการทำงานภายในร่างกายอาจถึงตายได้

ต้นลีลาวดี ความสวยที่กินไม่ได้

  ต้นลั่นทมหรือต้นลีลาวดี เป็นต้นไม้ที่ดอกของมันมีสีสันและกลิ่นที่หอมมาก ลีลาวดีเป็นต้นไม้ยืนต้นจัดอยู่ในสกุล Plumeria มีหลายชนิดด้วยกัน ในอดีตต้นนี้มีชื่อว่า ต้นลั่นทม ซึ่งด้วยชื่อของมันจะทำให้มีความเชื่อว่าหากใครที่ปลูกมันแล้วจะทำให้ครอบครัวหรือคนในบ้านระทม ดั่งชื่อของต้นไม้ซึ่งเป็นชื่ออัปมงคล ปัจจุบันจึงมีการตั้งชื่อใหม่ว่า ลีลาวดี และเป็นที่นิยมปลูกกันแพร่หลายมากเนื่องจากต้นไม้ที่ปลูกง่ายและดอกไม้ที่มีกลิ่มหอมนอกจากนี้ลีลาวดียังมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไป เช่น จำปา, จำปาลาว และจำปาขอม นอกจากนี้ดอกลีลาวดียังเป็นดอกไม้ประจำชาติของประเทศลาว นิยมปลูกกันมากบริเวณบริเวณทางขึ้นพระธาตุที่เมืองหลวงพระบาง สำหรับในประเทศไทยนั้นมักพบต้นลั่นทมตามธรรมชาติทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นส่วนใหญ่ แต่เดิมต้นลีลาวดีนั้นมีถิ่นกำเนิดมาจากอเมริกาใต้และถูกนำเข้ามาในแถบเอเชียราว 500 ปีก่อน โดยความเชื่อดังเดิมคำว่า ลั่นทม มีความหมายถึงคำว่าระทม ทุกข์โศก ซึ่งลักษณะต้นและดอกไม้ที่สวยงามและมีกลิ่นหอมจึงมีการเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ลีลาวดี ซึ่งกลิ่นหอมของดอกมันนั้นมีผู้นิยมนำมาทำเป็นพวงมาลัยไหว้พระ หรือนำมาประดับภายในบ้าน แม้ว่าดอกของต้นลีลาวดีจะมีกลิ่นที่หอมมากแต่ทั้งนั้นส่วนที่เป็นยางสีขุ่นๆจากลำต้นรวมถึงใบมันนั้นก็มีพิษเช่นกัน โดยพิษจากน้ำยางนี้มีสาร plumeric acid หากสัมผัสจะเกิดการระคายเคืองและเกิดผื่นคัน และหากกินเข้าไปสำหรับผู้หญิงมีครรภ์อาจทำให้แท้งลูกได้

Manchineel Tree ต้นไม้ที่อันตรายที่สุดในโลก

  บนโลกนั้นมีต้นไม้และพรรณไม้นานาชนิดที่ส่งผลต่อร่างกายของเราเนื่องจากพิษของมัน และบางคนนั้นทำให้คนเราตายมามากมายนับไม่ถ้วนแล้ว ต้นไม้หรือพรรณไม้บางต้นนั้นมีไว้สำหรับประดับสวยงามเท่านั้นซึ่งไม่สามารถนำมาประกอบอาหารได้เพราะหากว่านำมารับประทานเข้าไปอาจทำให้ตายได้ บนโลกเรามีต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ถูกขนานว่าเป็นต้นไม้ที่อันตรายอย่างมาก หรือจะเรียกว่าเป็นต้นไม้ที่อันตรายที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ ซึ่งทุกส่วนของต้นนั้นล้วนแล้วมีพิษทั้งสิ้นอย่างเช่น ต้นแมนชินิล หรือต้นแอปเปิ้ลพิษ ทั้งนี้คำว่าแอปเปิ้ลพิษมาจากส่วนของผลมันที่คล้ายกับแอปเปิ้ล แต่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับสายพันธุ์แอปเปิ้ลเลย ต้นไม้นี้เป็นพืชพื้นเมืองขึ้นมาในแถบฟอร์ลิด้า สหรัฐอเมริกา แถบบาฮามา หมู่เกาะแคริเบียน รวมไปถึงแถบอเมริกากลางและอเมริกาใต้ด้วยความอันตารายของมันนั้นนับจัดว่าเป็นอันตรายอย่างมากตั้งแต่การสัมผัสเลยทีเดียว หากใครที่พบกับต้นแมนซินิลแล้วเผลอกินผลมันเข้าไปแล้วพิษในผลของมันจะทำให้เกิดการแพ้อย่างรุนแรง ในส่วนลำต้นและใบของมันมียางสีขุ่นๆเกาะอยู่ตามตัว ซึ่งต้องหลีกเลี่ยงอย่างมากหากฝนตกเพราะน้ำยางที่ไหลมาตามน้ำฝนนั้นหากถูกตัวก็จะทำให้เกิดระคายเคืองรุนแรงมีแผลพุพองคล้ายรอยไหม้ รวมไปถึงหากเผาต้นไม้นี้ควันจากการเผานั้นทำให้คนที่สูดดมมันอาจจะทำให้เกิดการสำลัก หลอดลมอักเสบ และระคายเคืองตาจนถึงขั้นตาบอดเลยก็ได้ ต้นนี้อันตรายมากจนทางการต้องปิดป้ายเตือนนักท่องเที่ยวห้ามจับ ห้ามกินผลมันเด็ดขาด

น้อยหน่า ผลไม้มีพิษใช้สำหรับกำจัดเหา

  น้อยหน่าก็เป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่คนนิยมนำมารับประทานมากเช่นเดียวกับมะม่วง ซึ่งมีรสหวานอร่อย แต่ต้นน้อยหน่าก็มีฤทธิ์ด้านพิษเช่นกัน พิษของน้อยหน่านั้นจะอยู่ส่วนของเม็ดของมันนั่นเอง น้อยหย่านั้นเป็นพืชจัดอยู่ในสกุลพืชยืนต้น มีผลเป็นเนื้อสีขาวหุ้มเมล็ดสีดำมีหลายๆเม็ดในผล ผลมีรสหวาน มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบอเมริกากลาง และใต้ แต่จะพบอยู่ทั่วไปในเขตร้อน ในประเทศไทยปลูกมากทางภาคกลางและตะวันออกเฉียงเหนือ น้อยหน่านั้นถือว่าเป็นผลไม้ที่มีความนิยมมากเนื่องจากมีรสหวานอร่อย นิยมทานในช่วงฤดูร้อนจนถึงช่วงต้นฤดูฝน แต่ความหวานของมันนั้นมีส่วนผสมของน้ำตาลธรรมชาติมากซึ่งการทานมากๆก็อาจทำให้เกิดน้ำตาลเลือดสูงและความอ้วนเช่นกัน สำหรับพิษของน้อยหน่านั้นจะอยู่ที่เมล็ดสีดำของมันซึ่งเมล็ดนั้นมีส่วนประกอบของกรดไฮโดรไซยานิก ซึ่งสารนี้เป็นส่วนประกอบของย่าฆ่าแมลง และสกัดเป็นยาฆ่าเหา ทั้งนี้รวมถึงส่วนของผลดิบด้วยที่มีฤทธิ์นี้หากรับประทานเข้าไปก็อาจทำให้ท้องร่วงอย่างรุนแรงและอาจเสียชีวิตได้ ส่วนประกอบอื่นๆอีกคือส่วนของ ราก และเปลือกผลที่มีส่วนประกอบของแอลคาลอยด์อะโนเนอิก ที่ฤทธิ์ทำลายระบบหัวใจอาจส่งผลให้หัวใจวายได้ ทั้งนี้แม้ว่าน้อยหน่าจะมีพิษแต่ก็ไม่มีใครที่นิยมนำเมล็ดมารับประทานรวมถึงส่วนรากและเปลือกผลด้วย แม้ว่าน้อยหน่าจะเป็นพืชมีพิษแต่พิษของมันก็สามารถนำมาเป็นสรรพคุณทางยาได้อย่างเช่น ในส่วนใบสดช่วยในเรื่องของการกำจัดเหาโดยการนำใบสดมาตำให้ละเอียดและนำมาพอกหัวประมาณ 7 วัน อีกทั้งยังสามารถช่วยในเรื่องกลากเกลื้อนได้ด้วย

มะม่วงก็มีพิษ

  มะม่วงเป็นผลไม้ที่ยอดนิยมมากยิ่งในช่วงฤดูร้อน ผลของมะม่วงก็จะออกผลเป็นพวงๆเต็มต้นและยิ่งทำให้ผู้ที่ชื่นชอบการรับประทานมะม่วงนั้นมักจะนำมะม่วงมาทานดิบๆ ซึ่งมีรสชาติเปรี้ยวนำมายำและนำมาจิ้มกับพริกเกลือหรือน้ำปลาหวานอร่อยๆ มะม่วงนั้นเป็นไม้ยืนต้นในวงศ์สกุลของผลไม้เมืองร้อน มีถิ่นกำเนิดจากประเทศอินเดียจากนั้นก็กระจายไปตามภูมิภาคต่างๆทั่วโลก โดยมะม่วงมีจำนวนมากกว่า 49 สายพันธุ์ทั่วโลก โดยในประเทศไทยนั้นนิยมมากที่สุดคือ น้ำดอกไม้, เขียวเสวย, แรด, แก้วขมิ้น, อกร่อง แต่ก็เป็นที่นิยมรสชาติที่แตกต่างกันไปเช่น ชอบรสมันกรอบอร่อยก็เขียวเสวย, ชอบรสเปรี้ยวอมหวานก็ทานแก้วขมิ้น, ชอบแบบสุกมีรสหวานก็น้ำดอกไม้ ชอบรสเปรี้ยวมากก็มะม่วงแรด ทั้งนี้แม้ว่าต้นมะม่วงจะนิยมปลูกและนำมารับประทานแล้ว ในเรื่องพิษก็มีเช่นกันโดยพิษที่ว่านี้ก็คือ น้ำยางของมันนั้นเอง โดยน้ำยางของมะม่วงส่วนมากจะอยู่ที่บริเวณเปลือกซึ่งเมื่อปลอกออกมาจะมีน้ำยางสีขาวไหลออกมาซึ่งน้ำยางนี้มีฤทธิ์ทำให้เกิดการระคายผิวหนัง และเป็นอันตรายมากหากเข้าตาอาจทำให้ตาบอดได้ ผู้ที่โดนยางมะม่วงและมีอาการแพ้จะรู้สึกแสบคัน และเกิดแผลพุพองบริเวณที่โดนบางคนเป็นผื่นขึ้นในบริเวณที่โดนน้ำยาง ซึ่งหากโดนน้ำยางของมะม่วงวิธีเบื้องต้นคือให้รีบล้างยางออกด้วยน้ำสะอาดทันทีและถูสบู่ที่มีฤทธิ์อ่อน ซึ่งหากปลอกมะม่วงแล้วต้องนำไปล้างด้วยน้ำสะอาดเช่นกันเพื่อนำน้ำยางในผลออกให้หมด